เวียดนามเปิดบ่อนกาสิโน

เวียดนาม’เปิดบ่อนกาสิโน
Casino2
เวียดนามเพิ่มเติมอีกหนึ่ง “ตัวช่วย” ไปสู่แผนเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้จากการลงทุนแล้วก็การท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของจีดีพี

“ตัวช่วย” ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นหมายถึงบ่อนกาสิโน ซึ่งเป็น “ธุรกิจร้อน” ในมุมมองของหลายประเทศ โดยเวียดนามบัญญัติกฎหมายเปิดโครงงานทดสอบระยะ 3 ปี มีผลบังคับใช้จากวันที่ 15 เดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป

หัวข้อหลักของโครงงานทดสอบเป็นการอนุญาตให้ชาวเวียดนามเข้าไปเล่นพนัน  บาคาร่า ในกาสิโนได้ 2 ที่ มีที่เกาะฟูก๊วก (PhuQuocIsland) สถานที่เที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม อยู่ในอ่าวไทยใกล้ประเทศเขมร

อีกที่เป็นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น (Van Don) ในเกาะเวินโด่น สถานที่เที่ยวสำคัญในภาคอีสานของประเทศ

ทางการเวียดนามตั้งข้อตกลงไว้ว่า ชาวเวียดนามซึ่งสามารถเข้ากาสิโนอีกทั้ง 2 ที่ ควรมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป แล้วก็ควรมีรายได้เดือนละไม่ต่ำยิ่งกว่า 10 ล้านด่ง (16,000 บาท) ซึ่งเข้าขั้นมีรายได้สูง โดยรายได้เฉลี่ยต่อปีของชาวเวียดนามอยู่ที่โดยประมาณ 80,000 บาท

เว้นแต่เปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นแล้ว ข้อบังคับใหม่ยังให้โอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งยังในประเทศแล้วก็ฝรั่ง ลงทุนเปิดรีสอร์ตครบวงจร (Integrated Resort: IR) ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญเป็น จะต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจกาสิโนขั้นต่ำ 10 ปี รวมทั้งจำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงแรมไออาร์อย่างต่ำ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับโรงแรมไออาร์ มีโฮเต็ล ศูนย์การสัมมนา ห้างสรรพสินค้า ห้องอาหาร สถานเริงรมย์ และก็กาสิโน

ทางการเวียดนามมุ่งมาดว่า จะมีรายได้จากโครงงานนี้ปีละ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กาสิโนไม่ใช่ธุรกิจใหม่ในเวียดนาม โดยเวียดนามอนุญาตให้เปิดตามรีสอร์ทระดับหรูหลายที่มาแล้วกว่า 10 ปี จำนวนมากอยู่ในอพาร์เม้นท์ของเมืองใหญ่และก็เมืองที่มีสถานที่สำหรับท่องเที่ยวมากมายเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ที่กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ รวมทั้งจังหวัดหล่าวกาย ซึ่งมีเขตแดนใกล้กับเขตยูนนานของจีน

แต่ว่าการเปิดกาสิโนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา เป็นการเปิดต้อนรับนักเดินทางฝรั่ง ซึ่งลูกค้าจำนวนมากเป็นคนจีน โดยไม่อนุญาตให้คนท้องถิ่นเข้าไปเล่น

ส่วนการตัดสินใจเปิดโครงงานทดสอบ อนุญาตให้ชาวเวียดนามเข้าไปเล่นได้ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดไว้ ส่วนใดส่วนหนึ่งปรารถนาสกัดเงินไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ ซึ่งมีการศึกษาว่า ชาวเวียดนามนำเงินไปเล่นพนันในประเทศเขมรปีละ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

การเคลื่อนไหวคราวนี้ ภาครัฐมุ่งหวังว่าบางทีอาจจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกัน ก็เปลี่ยนเป็นหลักสำคัญสร้างความรู้สึกวิตกกังวลให้กับประชากรหลายชิ้น